RYT9 Blogs

อาร์วายทีไนน์

กองทุนการออมแห่งชาติ

กองทุนการออมแห่งชาติ

“กองทุนการออมแห่งชาติ” เกิดแน่! รัฐบาลประกาศออกมาชัดเจน 18 ส.ค.58 นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้รับสมัครสมาชิกรายแรกของกองทุนด้วยตัวเองเลยทีเดียว โดยหวังว่าจะช่วยให้ประชาชนผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ หรือ อยู่นอกระบบบำเหน็จบำนาญของรัฐ หรือ กองทุนเอกชนที่มีนายจ้างจ่ายสมทบแล้ว ได้ออมเงินเพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคต หรือ หลังเกษียณอายุทำงาน โดยมีการประเมินว่ามีผู้เข้าข่ายสามารถร่วมกองทุนได้ 30 ล้านคน ภาครัฐจะช่วยจ่ายสมทบให้แก่สมาชิกส่วนหนึ่ง และเมื่อผู้สมาชิกออมมีอายุครบ 60 ปี จะได้รับเงินบำนาญเป็นรายเดือนตลอดชีพ

คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมกองทุนการออมแห่งชาติ คือ
– เป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 15 ปี ถึงไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์
– ไม่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข)
– ไม่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร
– ไม่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น
– ไม่เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม
– ไม่เป็น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
– ไม่เป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
– ไม่เป็นสมาชิกกองทุนอื่นหรืออยู่ในระบบบำนาญอื่นตามที่จะกำหนดกฎกระทรวง

สถานที่เปิดรับสมัคร คือ
– ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ
– ธนาคารออมสิน ทุกสาขาทั่วประเทศ
– ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ทุกสาขาทั่วประเทศ

หลักฐานการสมัคร
– บัตรประชาชน

เงินออมและการสมทบจากภาครัฐ คือ
สมาชิกสามารถส่งเงินสะสมขั้นต่ำได้ตั้งแต่ 50 บาท แต่เมื่อรวมกันแล้วไม่เกิน 13,200 บาทต่อปี โดยเงินที่สะสมนี้จะได้รับดอกเบี้ยด้วย และรัฐจ่ายสมทบให้ตามสัดส่วน ดังนี้
– อายุตั้งแต่ 15 ปี แต่ไม่เกิน 30 ปี รัฐสมทบร้อยละ 50 ของเงินสะสม แต่สูงสุดไม่เกิน 600 บาทต่อปี
– อายุตั้งแต่ 30 ปี แต่ไม่เกิน 50 ปี รัฐสมทบให้ร้อยละ 80 ของเงินสะสม แต่สูงสุดไม่เกิน 960 บาทต่อปี
– อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป รัฐสมทบร้อยละ 100 ของเงินสะสม แต่สูงสุดไม่เกิน 1,200 บาทต่อปี

การจ่ายเงินให้แก่สมาชิก แบ่งเป็น 2 กรณี คือ
1. สมาชิกสิ้นสมาชิกภาพเพราะอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ จะได้รับบำนาญจากเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์จากเงินดังกล่าว ไปตลอดอายุขัย และคืนเงินให้กับผู้มีสิทธิรับผลประโยชน์ หากยังมีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชีของสมาชิกผู้นั้น
2. สมาชิกทุพพลภาพก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ สมาชิกสามารถเลือกรับเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสมทั้งหมดหรือเลือกรับบางส่วนจากกองทุนก็ได้ โดยให้ขอรับได้เพียงครั้งเดียว ส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจะจ่ายเป็นบำนาญให้สมาชิกเมื่ออายุครบ 60 ปี ซึ่งในกรณีที่สมาชิกคงเงินไว้ในกองทุนทั้งหมดหรือบางส่วน จะนำเงินที่คงไว้นี้มาคำนวณจ่ายบำนาญด้วย
กรณีที่สมาชิกเปลี่ยนงานและทำให้สมาชิกได้รับความคุ้มครองหรือหลักประกันทางรายได้เพื่อการชราภาพตามกฎหมายอื่นที่มีรัฐหรือนายจ้างจ่ายสมทบเข้ากองทุน หรืออยู่ในระบบบำนาญใดๆ สมาชิกสามารถคงเงินไว้ในกองทุน และคงการเป็นสมาชิกต่อไป โดยไม่ต้องจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุน และรัฐไม่ต้องจ่ายเงินสมทบให้ โดยรัฐบาลจะรับประกันให้สมาชิกได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการนำเงินสะสม และเงินสมทบไปลงทุน ไม่น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภท 12 เดือน โดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์แห่งใหญ่ 5แห่ง ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยจะคำนวณเปรียบเทียบผลตอบแทนที่ได้รับกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำดังกล่าวในวันที่สมาชิกสิ้นสมาชิกภาพเพราะอายุครบ 60 ปี หรือเสียชีวิต

การสิ้นสมาชิกภาพ
– สมาชิกสิ้นสมาชิกภาพเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์
– เสียชีวิต
– ลาออกจากกองทุน

ทั้งนี้ ในปีแรกที่ พ.ร.บ. กองทุนการออมเงินแห่งชาติ พ.ศ.2554 มีผลบังคับใช้ ทาง กอช. อนุญาตให้ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปมีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกได้ และกำหนดให้ผู้สมัครที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมีสิทธิออมกับกองทุนได้ 10 ปีนับจากวันที่เป็นสมาชิก ซึ่งจะทำให้ได้รับเงินสมทบจากรัฐอย่างเต็มที่ เช่น หากอายุ 55 สมัครกองทุนในปีนี้ สามารถออมได้ 10 จนถึงอายุ 65 ปี แต่หากพ้นจาก 1 ปี จะรับสมาชิกเฉพาะผู้มีอายุ 15-60 ปี และให้ออมเงินจนอายุ 60 ปี เท่านั้น

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
http://www.fpo.go.th/FPO/index2.php?mod=Category&file=categoryview&categoryID=CAT0001125