RYT9 Blogs

อาร์วายทีไนน์

นวัตกรรม “การจัดการข้อมูลยุคดิจิตอล” ตัวช่วยนักการตลาด-นักโฆษณา

นวัตกรรม “การจัดการข้อมูลยุคดิจิตอล” ตัวช่วยนักการตลาด-นักโฆษณา

Adobe Data Science นวัตกรรม “การจัดการข้อมูลยุคติจิตอล” ตัวช่วยนักการตลาด และนักโฆษณา ให้เข้าใจความต้องการลูกค้าอย่างตรงจุด


Adobe เสนอวิธีการจัดการข้อมูลแบบใหม่ (Adobe Data Science) ที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ และความสามารถการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงวิทยาศาสตร์ไว้ด้วยกัน

กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลใหม่ใน Adobe Marketing Cloud ที่รวบรวมข้อมูลด้านพฤติกรรมเชิงลึก จากข้อมูลมากกว่า 41 ล้านล้านรายการต่อปี รวมถึงการใช้งานโฆษณาทั้ง ภาพ เสียง และวิดีโอ กว่า 4.1 ล้านล้านครั้ง ซึ่งข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้จะช่วยให้นักการตลาดตัดสินใจได้ว่า  ควรสร้างเนื้อหาแบบไหนถึงจะโดนใจ รวมทั้งยังได้ประโยชน์จากคำแนะนำและการคาดการณ์ด้วย

2

ความสามารถในการจัดการข้อมูลแบบใหม่นี้มีอยู่ใน Adobe Clouds ทั้ง 3 ระบบคือ Adobe Creative Cloud,  Adobe Marketing Cloud และ Adobe Document Cloud สำหรับการจัดการข้อมูลหรือ Data Science ใน Creative Cloud ช่วยให้นักออกแบบสามารถออกแบบได้ดีกว่าเดิม ตัวอย่างสำหรับ Adobe Photoshop CC ที่รวมความสามารถ เช่น Facial Recognition, เทคโนโลยี Content-Aware และความสามารถในการลดความสั่นของกล้อง Camera Shake Reduction เป็นต้น

สำหรับ Adobe Document Cloud สามารถใช้วิธีการนี้จัดการภาพ เช่น การตรวจหาขอบเขตของวัตถุในภาพสำหรับไฟล์ pdf และการแก้ perspective ของภาพจากไฟล์ pdf ที่สแกนมาเป็นไฟล์ และยังสามารถเปลี่ยนไฟล์ที่สแกนมาให้เป็นเอกสารที่แก้ไขได้

ส่วน  Adobe Marketing Cloud สามารถในการจัดการข้อมูลแบบใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกกว่า 40 ชนิด เช่น Contribution Analysis, Anomaly Detection และ Shoppable Video เป็นต้น

ซึ่ง Data Science จะช่วยนักการตลาดสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านความต้องการของผู้บริโภคแต่ละบุคคล และตรงกลุ่มเป้าหมาย

3

 

ความสามารถในการจัดการข้อมูลแบบใหม่ของ Adobe Marketing Cloud เกือบทั้งหมดพร้อมให้ใช้งานแล้ววันนี้ ประกอบด้วย

– การทำให้เนื้อหาดิจิตอลฉลาดขึ้น (Making Digital Assets Smarter): ด้วย Smart Tag ใน Adobe Experience Manager จะช่วยให้นักการตลาดสามารถค้นหาเนื้อหาใน Creative Cloud เช่น ภาพวาด ภาพถ่าย วิดิโอ และเนื้อหาดิจิตอลอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น พลังในการค้นหาด้วยการคาดการณ์การติดแท็ก ทำให้แบรนด์เข้าใจได้ดีขึ้นว่า เนื้อหาที่ผู้บริโภคเห็นมีผลมากน้อยแค่ไหน โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาใส่แท็กให้กับภาพนับร้อยนับพันด้วยตัวเอง เช่น Smart Tag สามารถใช้ภาพที่ถูกระบุด้วยคำว่า “หน้าร้อน” “ภูมิประเทศ” และ “เด็ก” เพื่อค้นหาภาพทั้งหมดที่มีคำเหล่านี้ใน Creative Cloud ได้อย่างรวดเร็ว


– การเสนอรายการโทรทัศน์สำหรับแต่ละบุคคล (Personalized TV Recommendations): การจัดการข้อมูลแบบใหม่ของ Adobe Primetime และAdobe Target นำข้อมูลจากการชมรายการแบบสตรีมมิ่ง การชมภาพยนตร์ และการถ่ายทอดสดรายการกีฬาของคนส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกามาใช้วิเคราะห์ และด้วย Adobe Primetime Recommendations โทรทัศน์ในยุคต่อไปจะทำให้สามารถนำเสนอรายการแบบเฉพาะบุคคลได้ โดยใช้ข้อมูลเชิงลึกทั้งจากพฤติกรรมที่ใกล้เคียงและแบบเฉพาะตัวมาวิเคราะห์ เช่น ถ้าคุณดูบาร์เซโลน่าเล่นกับรีลมาดริตบน Apple TV ในคืนวันเสาร์ คุณจะได้รับข้อมูลในคืนวันจันทร์ว่ามีรายการไฮไลต์ฟุตบอลให้ชมเมื่อไหร่ผ่านทางสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ เป็นต้น


– Segment IQ: โดย Segment IQ ใน Adobe Analytics คือระบบการค้นหาความเชื่อมโยง และความแตกต่างของกลุ่มผู้ชมเป้าหมายที่แตกต่างกัน ผ่านระบบการวิเคราะห์อัตโนมัติ Segment IQ จะทำการเปรียบเทียบและเรียบเรียงความแตกต่างทางพฤติกรรมที่สำคัญ และสร้างข้อมูลเชิงลึกขึ้นมาเพื่อช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้

สิ่งนี้ทำให้นักการตลาดและนักวิเคราะห์รู้วากลุ่มเป้าหมายใดสำคัญที่สุด ประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณ


– ผู้ช่วยวิเคราะห์ส่วนตัว (Your Analytics Personal Assistant): ด้วย Adobe Analytics เครื่องมือ Virtual Analyst จะช่วยให้นักการตลาดทราบความเป็นไปในแบบเรียลไทม์ Virtual Analyst เรียนรู้จากการใช้งานโดยบันทึกและจัดลำดับความสำคัญของความเปลี่ยนแปลงของข้อมูล และจัดสร้างข้อมูลเชิงลึกแบบตรงประเด็น เช่น Virtual Analyst ค้นพบว่ารายได้เป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับคุณ ต่อจากนั้นก็ดูที่การสั่งซื้อ จำนวน และการถูกพูดถึงในโซเชียลมีเดีย Virtual Analyst ยังแจ้งเตือนความผิดปรกติของข้อมูลได้แบบรายชั่วโมง สามารถสร้างอีเมล์แจ้งเตือนได้ด้วย บริการนี้คาดว่าจะเปิดให้บริการในช่วงปลายเดือนกันยายน 2559


– การคาดการณ์มูลค่าของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ (Predicting Consumer Value With Confidence): ด้วยเครื่องมือ lifetime value decision ใน Adobe Target จะช่วยให้นักการตลาดคาดเดากระบวนการซื้อที่ทำให้เกิดกำไรสูงสุดจากลูกค้าแต่ละคนได้ และ Adobe Target จะวิเคราะห์พฤติกรรมที่ผ่านมาของลูกค้าเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการที่เหมาะสมได้แบบเรียลไทม์ด้วย


– ข้อมูลเชิงลึกเพื่อการโฆษณาอัตโนมัติ (Automated Insights for Advertising): Adobe Media Optimizer คือเครื่องมือค้นหาข้อมูลเชิงลึกด้านการโฆษณาที่จะวิเคราะห์คำถามสำคัญที่ต้องการ และสร้างรายงานที่พร้อมสำหรับเสนอเป็นพรีเซนเตชั่นบนไมโครซอฟท์ พาวเวอร์พ้อยท์ที่มีตารางสถิติ บทสรุป คำแนะนำ ฯลฯ


– การคาดการณ์หัวเรื่องที่น่าสนใจ (Predictive Subject Lines): ณ เวลานี้ Adobe Campaign มีความสามารถที่เรียกว่า automated subject line capability ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลอัตราการเปิดอ่านจากหัวเรื่องอีเมล์ที่ผ่านมา และแนะนำหัวเรื่องอีเมล์ที่เหมาะสมให้ได้ เช่น จากการวิเคราะห์แสดงว่า หัวเรื่องอีเมล์ที่มีคำว่า brand new จะมีอัตราการถูกเปิดอ่านมากกว่าคำว่า new บริการการคาดเดาหัวเรื่องนี้จะเปิดให้ใช้บริการในแบบทดลองประมาณไตรมาสที่ 3 ปี 2559


หวังว่าเรื่องราวดีๆ นี้ จะสามารถช่วยให้การทำงานของคุณง่ายขึ้น ด้วย Adobe Marketing Cloud ที่จะช่วยให้องค์กรต่างๆ ใช้งาน big data ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อมัดใจลูกค้าและกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการสร้างเนื้อหาทางการตลาดที่ออกแบบมาเฉพาะตัวสำหรับลูกค้า
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม www.adobe.com/sea