RYT9 Blogs

อาร์วายทีไนน์

ต้าลี่ เมืองแห่งขุนเขา สายน้ำ และวัฒนธรรมของมณฑลยูนนาน

ต้าลี่ เมืองแห่งขุนเขา สายน้ำ และวัฒนธรรมของมณฑลยูนนาน

เมื่อเอ่ยถึงมณฑลยูนนานของจีนแล้ว หลายคนคงคุ้นเคยกันดีกับชื่อนี้ ในโอกาสที่สมาคมผู้สื่อข่าวไทยและจีนได้เดินทางไปเยือนจีนตามคำเชิญของมณฑลยูนนานและสถานทูตจีนประจำประเทศไทยนั้น สำนักข่าวอินโฟเควสท์ ก็เป็นหนึ่งในสื่อมวลชนของไทยที่ได้เดินทางไปสัมผัสความงดงาม ความทันสมัย ธรรมชาติ และวัฒนธรรมของจีนอีกฉากในมณฑลยูนนาน

โดยเราจะขอเจาะไปที่เมืองต้าลี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่เก่าแก่และสำคัญของยูนนาน ด้วยทำเลที่ตั้งตามธรรมชาติที่กินขาดทั้งในเรื่องฮวงจุ้ยและความสวยงาม เนื่องจากต้าลี่เป็นเมืองที่มีทั้งภูเขาชานซานและทะเลสาบเอ๋อไห่ (Erhai lake)  ที่กว้างใหญ่  ภาพภูเขาชางซานที่ทอดตัวยาวขนานไปกับบ้านเรือน สวนผัก ผลไม้ ในยามเช้าและยามเย็นที่แสงแดดสาดกระทบนั้น สร้างความประทับใจและรื่นรมย์ได้ดีเป็นอย่างยิ่ง

ryt9-blog_shansan-mountain

เทือกเขาสีเขียวเข้มสลับเฉดสีครามลูกนี้จะถูกปกคลุมด้วยหิมะบนปลายยอดในช่วงเดือนธันวาคมเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งมาพร้อมกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นขึ้น โดยอุณหภูมิของต้าลี่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม จะอยู่ที่ประมาณ 7-20 องศาเซลเซียส โดยในช่วงเช้าและเย็นอุณหภูมิจะลดลงไปต่ำกว่า 10 องศา แต่ช่วงกลางวันก็จะอุ่นขึ้นมาหน่อย หากใครอยากสัมผัสความงามในอีกรูปแบบ รวมทั้งความหนาวเย็นก็สามารถเลือกช่วงเวลาเดินทางได้ตามใจชอบ

ryt9-blog_erhai-lake

ทะเลสาบเอ๋อไห่ เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่และสวยงาม ซึ่งมีขนาดถึง 2,500,000 ตารางกิโลเมตร และยังเป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของมณฑลยูนนาน เป็นรองก็แค่ทะเลสาบเทียนฉือที่เมืองคุนหมิง ทะเลสาบเอ๋อไห่รองรับน้ำมาจากต้นน้ำทางเหนือและแม่น้ำสายต่างๆส่งผลให้น้ำในทะเลสาบมีการหมุนเวียนเป็นอย่างดี

ryt9-blog_erhai-lake-1

ด้วยความที่รัฐบาลจีนและยูนนานให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม บริเวณโดยรอบทะเลสาบจึงไม่มีโรงงานตั้งอยู่ นอกจากนี้ ทางการยูนนานยังได้บริหารจัดการระบบรีไซเคิลและระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อรักษาคุณภาพน้ำ ซึ่งรองผู้อำนวยการสำนักงานต่างประเทศของเมืองต้าลี่ กล่าวว่า ทางมณฑลดูแลรักษาทะเลสาบแห่งนี้เหมือนกับดูแลดวงตาของตนเองเลยทีเดียว

นอกจากภูเขาชานซานและทะเลสาบเอ๋อไห่แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวที่ควรค่าแก่การไปเยือนในเมืองต้าลี่ คือ เจดีย์วัดฉงชิ่ง โดยเจดีย์ทั้ง 3 องค์นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นศิริมงคลแก่เมืองต้าลี่ ในระหว่างที่ได้นั่งรถบริการจากปากทางเข้าขึ้นไปถึงยังเจดีย์นี่น ไกด์ชาวต้าลี่เล่าให้ฟังถึงตำนานเกี่ยวกับเจดีย์แห่งนี้ที่ว่า เชื่อกันในอดีตมีมังกรซึ่งทำสิ่งที่ไม่ดี จึงทำให้มีการสร้างเจดีย์ขึ้นมา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภัยอันตรายขึ้นเกือบเมืองต้าลี่ โดยเจดีย์ตรงกลางที่มีขนาดใหญ่สูง 16 ชั้นนั้น สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง ขณะที่เจดีย์ขนาดเล็กที่มีความสูง 10 ชั่นสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่ง

ryt9-blog_three-pagodas

จากจุดที่ตั้งของเจดีย์ เรานั่งรถต่อขึ้นไปยังวัดฉงเชิ่น ซึ่งตั้งอยู่ด้านบนเนินเขาถัดขึ้นไปได้แบบสบายๆท่ามกลางวิวทิวสนเขียวฉอุ่มข้างทาง ภาพท้องฟ้าสีสวยสดตัดกับกระเบื้องสีส้มของวัดฉงเชิ่นที่ตั้งตระหง่านบนเนินเขานั้นสวยงามเป็นอย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวมากมายต่างพากันเข้าไปไหว้พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านใน ขณะที่ลานด้านนอกก็คราคร่ำไปด้วยผู้คนจุดธุปหรือเขียนขอพรลงบนริบบิ้นสีสันสวยงามก่อนที่จะผูกไว้ตรงราวรั้วรอบต้นโพธิ์

ryt9-blog_temple

ryt9-blog_temple-3

วัดฉงเชิ่น ถูกสร้างขึ้นมาใหม่เมื่อปี 2546-2548 เนื่องจากตัววัดเดิมที่สร้างมากว่า 1 พันปีที่แล้วได้รับความเสียหายระหว่างการสู้รบในสมัยราชวงศ์ชิง ดังนั้น จึงมีการสร้างวัดขึ้นมาใหม่ในจุดเดียวกัน

ryt9-blog_museum-1

ryt9-blog_meseum-2

และที่พลาดไม่ได้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบศิลปะ พิพิธภัณฑ์ผ้ามัดย้อม Pu Zhen เป็นอีกสถานที่ที่ซ่อนตัวอยุ่ในตรอกซอกซอยเล็กๆที่แวดล้อมไปด้วยหมู่บ้านที่ส่วนใหญ่จะผลิตผ้ามัดย้อมกัน ประวัติศาสตร์การย้อมผ้าในจีนนั้นมีมาตั้งแต่ 2,000 ปีที่แล้ว โดยวัฒนธรรมการย้อมผ้าได้เข้ามาในสมัยราชวงศ์ซ่ง เจ้าของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ทำหน้าที่ดูแลการมัดย้อมให้กับราชวงศ์ต่างๆของจีนสืบทอดกันมาถึง 18 รุ่น ทายาทของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เล่าให้ฟังถึงขั้นตอนการสร้างสรรผ้ามัดย้อมว่า จะต้องออกแบบหรือจินตนาการขึ้นมาก่อนว่าต้องการให้ลายผ้าออกมาเป็นอย่างไร จากนั้นก็มัดผ้าให้เป็นลวดลายตามที่ได้คิดไว้ แล้วมาใส่ถึงเพื่อย้อมโดยใช้สีจากใบสมุนไพรที่มีชื่อว่าปั่นหลันเติน โดยผ้าที่นำมาย้อมนั้นมีทั้งผ้าลินิน ผ้าฝ้าย และผ้าไหม

ryt9-blog_museum-3

เมื่อได้สัมผัสกับธรรมชาติ ความสวยงามและศิลปะของต้าลี่แล้ว จึงไม่แปลกใจกับถ้อยแถลงในหนังสือแนะนำเกี่ยวกับมณฑลยูนนานที่ดึงคำพูดของประธานาธิบดี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งกล่าวถึงมณฑลยูนนานไว้ว่า “ผมหวังว่ายูนนานจะทำหน้าที่และหลอมรวมสู่ยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับประเทศอย่างแข็งขัน รวมทั้งสาดส่องแนวทางการพัฒนาอย่างก้าวไกล มณฑลจะต้องลุกขึ้นมาเป็นพื้นที่ตัวอย่างแห่งการรวมด้านชาติพันธุ์ และความก้าวหน้า เป็นผู้นำซึ่งการอนุรักษ์ความศิวิไลซ์เกี่ยวกับระบบนิเวศน์ และแหล่งพลังงานระดับภูมิภาคสำหรับเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบรรจงให้ยูนนานกลายเป็นบทหนึ่งของความฝันแห่งจีน”

คำกล่าวที่ว่านี้ ดูท่าจะไม่ไกลเกินจริงเท่าไรนัก