RYT9 Blogs

อาร์วายทีไนน์

คำลงท้ายเดือน “คม ยน พันธ์” มาจากไหน?

สงสัยกันมั้ย ว่าใครหนอช่างกำหนดชื่อของแต่ละเดือนให้คนไทยได้ใช้กัน ลองมาดูกัน ขอบอกว่าคนที่เพิ่งรู้ อ่านจบต้องบอก โอ้ววว ผมนี่.. ทึ่งเลย!!

ผู้ที่กำหนดชื่อของ 12 เดือน ให้เป็นคำไทย ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.4) กับ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา(เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) พระองค์มีความสนใจและใฝ่ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับปฏิทินอย่างจริงจัง ประกอบกับพระองค์ทรงสนพระทัยทางด้านโหราศาสตร์มาตั้งแต่แรก ไม่ต่างจากการศึกษาและทรงประกอบพระราชกรณียกิจในราชการแผ่นดินอย่างจริงจัง

สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ได้ทำการตรวจสอบปฏิทิน (ซึ่งมีในไทยครั้งแรกเมื่อ 14 มกราคม พ.ศ.2385 ปลายสมัยรัชกาลที่ 3 ขณะนั้น กำหนดใช้ตามแบบ จันทรคติ – ซึ่งนับเป็นเดือนอ้าย เดือนยี่ ถึงเดือนสิบสอง) ประกอบการศึกษาภาษาบาลี สันสกฤต ต่อมามีการปรับใช้วิธีนับวัน เดือน ปี ตามการหมุนเวียนของโลกรอบดวงอาทิตย์ หรือ “สุริยคติ” ควบคู่ไปด้วย ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.5) จากนั้น สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ จึงทรงคิดปฏิทินไทยใช้ตามสุริยคติ โดยนับวันและเดือนแบบสากล ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 5 ต่อมาได้โปรดเกล้าฯ ให้ใช้เป็นประเพณีบ้านเมืองตั้งแต่ พ.ศ.2432 เรียกว่า “เทวะประติทิน” ถือเป็นต้นแบบปฏิทินไทย

สำหรับชื่อของทั้ง 12 เดือน ทรงใช้ตำราจักรราศี โดยนำคำต้นของราศี นำมาสมาสกับ คำหลังคือคำว่า “อาพนฺธ”(อา-พัน-ทะ), “อายน”(อา-ยา-นะ) และ “อาคม”(อา-คะ-มะ) ตามแต่จำนวนวันในแต่ละเดือน 28/29, 30, 31 (ตามแบบสันสกฤต)
มาถึงตรงนี้ อย่าเพิ่งมึนตึบ จนอยากจะตีจาก (ส่วนคนที่มีพื้นฐานบาลี-สันสกฤต จะเข้าใจดีขึ้น) ขยายความอีกนิดว่า อาคม เป็นคำนาม แปลว่า การมา, การมาถึง (มาจาก คมฺ แปลว่า ไป เติมเสียง อา- ข้างหน้า แปลเป็นคำตรงข้าม คือ มา) เมื่อเติมสระ -อะ ลงไป ทำให้คำกริยา เป็น คำนาม กลายเป็นการมา, การมาถึง

ความหมายเช่นเดียวกับ อายน ซึ่งมาจากกริยา ยา แปลว่า ไป, เติมเสียง อา- ข้างหน้า แล้วก็เติมเสียง น ท้ายตามหลักไวยากรณ์ กลายเป็น อายน

ส่วน อาพันธ์ มาจาก อาพนฺธ มาจาก พนฺธ เป็นคำนาม แปลว่า การผูก มาจากกริยา พธฺ แล้วแทรกเสียง นฺ ไปตรงกลาง และเติม อา ข้างหน้า ทำให้แปลความเดิม คือ ผูก (ไม่เปลี่ยนความหมาย แต่เป็นการเน้นความหมาย) เมื่อเติมเสียงอะ ข้างหลัง กลายเป็นคำนาม เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทยเป็น อาพนฺธ หรือ เขียน อาพันธ์ (มีการันต์ ตามความนิยม)
เมื่อนำมาสมาสกัน ในแต่ละเดือน จึงมีคำดังนี้

มกราคม คือ มกร (มังกร) + อาคม แปลว่า การมาถึงของราศีมังกร
กุมภาพันธ์ คือ กุมภ์ (หม้อ) + อาพนธ แปลว่า การมาถึงของราศีกุมภ์
มีนาคม คือ มีน (ปลา) + อาคม แปลว่า การมาถึงของราศีมีน
เมษายน คือ เมษ (แกะ) + อายน แปลว่า การมาถึงของราศีเมษ
พฤษภาคม คือ พฤษภ (วัว,โค) + อาคม แปลว่า การมาถึงของราศีพฤษภ
มิถุนายน คือ มิถุน (ชายหญิงคู่) + อายน แปลว่า การมาถึงของราศีมิถุน
กรกฎาคม คือ กรกฎ (ปู) + อาคม แปลว่า การมาถึงของราศีกรกฎ
สิงหาคม คือ สิงห(สิงห์) + อาคม แปลว่า การมาถึงของราศีสิงห์
กันยายน คือ กันย (สาวพรหมจารี) + อายน แปลว่า การมาถึงของราศีกันย์
ตุลาคม คือ ตุล (ตาชั่ง ตราชู) + อาคม แปลว่า การมาถึงของราศีตุล
พฤศจิกายน คือ พิจิก, พฤศจิก (แมงป่อง) + อายน แปลว่า การมาถึงของราศีพิจิก
ธันวาคม คือ ธนู (ธนู) + อาคม แปลว่า การมาถึงของราศีธนู

นอกจากนี้ ยังได้กำหนดให้ เดือนเมษายน (เดือน 4 ทางสุริยคติ) เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย กระทั่งสิ้นปีของ พ.ศ.2483 ก่อนจะกำหนดให้ วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามแบบสากล (ตรงกับสมัย ร.6) และใช้คำว่า “ปฏิทิน” แทน “ประติทิน” ตั้งแต่นั้นมา